พิจารณารากเหง้าของกิเลสและปลูกเมล็ดพันธุ์แห่งความดี
เรามักสังเกตเห็นปัญหาหลังจากจิตใจถูกรบกวนอย่างหนักแล้ว ความโกรธกลายเป็นคำพูดรุนแรง ความยึดติดเร่งให้เราลงมือทำ หรือความผิดพลาดเดิมเกิดซ้ำก่อนที่เราจะถามว่า "ทำไมฉันจึงทำเช่นนั้น" แต่ปฏิกิริยานั้นอาจเติบโตจากนิสัยและการตัดสินเล็ก ๆ มาเป็นเวลานาน
ลองนึกถึงสวนที่ถูกละเลย เมื่อตัดเถาวัลย์มีหนามที่มองเห็นออก ทางเดินก็ดูสะอาดขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่ถ้ารากฝอยยังอยู่ในดิน หน่อใหม่ก็จะงอกขึ้นอีก จิตใจก็เช่นเดียวกัน เราต้องหยุดคำพูดและการกระทำที่เป็นอันตรายและแก้ไขนิสัยหยาบก่อน แต่การปฏิบัติไม่ได้จบเพียงเท่านั้น
เมื่อพฤติกรรมที่มองเห็นได้สงบลงแล้ว ให้พิจารณารากอันละเอียดอ่อนที่อยู่ข้างใต้ สังเกตอย่างเงียบ ๆ ว่าความต้องการการยอมรับ ความกลัวว่าจะสูญเสียบางสิ่ง ความเจ็บปวดที่เก็บไว้นาน หรือความวิตกกังวลที่คุ้นเคย ทำให้ปฏิกิริยารุนแรงขึ้นอย่างไร นี่ไม่ใช่การชวนให้ตำหนิตนเองอย่างรุนแรง แต่เป็นการสังเกตที่ช่วยให้เราเลือกได้อย่างมีปัญญามากขึ้นเมื่อเงื่อนไขคล้ายกันเกิดขึ้นอีก
การมองดูรากเหง้าของกิเลสไม่ได้หมายความว่ามีสิ่งชั่วร้ายที่ไม่เปลี่ยนแปลงอยู่ในจิตใจ ความคิดและความรู้สึกเกิดขึ้นและเติบโตตามเงื่อนไขหลายประการ เมื่อเราตระหนักถึงเงื่อนไขเหล่านั้น โอกาสที่เราจะไม่เติมคำพูดและการกระทำใหม่ลงในกระแสเดิมก็เพิ่มขึ้น
การปฏิบัติไม่ได้จบลงเพียงการขจัดสิ่งที่เป็นอกุศล ในพื้นที่ที่เราเปิดโล่งแล้ว เราต้องปลูกเมล็ดพันธุ์แห่งวาจาเมตตา การกระทำที่ถูกต้อง ความกตัญญู และความปรารถนาดี จิตที่ดีงามไม่ได้เติบโตขึ้นเองจากความตั้งใจเพียงครั้งเดียว นิสัยใหม่จะหยั่งรากลึกในจิตใจเมื่อเราทำความดีเล็ก ๆ กล่าวคำซื่อตรง และมีสติในแต่ละวันซ้ำ ๆ
วันนี้ ให้ลดนิสัยหยาบหนึ่งอย่างก่อน แล้วหาเงื่อนไขเล็ก ๆ หนึ่งอย่างที่หล่อเลี้ยงนิสัยนั้น ในที่เดิมนั้น จงปลูกการกระทำที่ดีงามหนึ่งอย่าง การปฏิบัติจะมั่นคงยิ่งขึ้นเมื่อการขจัดกิเลสและการปลูกฝังจิตใจที่ดีงามดำเนินไปด้วยกัน
กิเลสเติบโตจากนิสัยและความเคลื่อนไหวเล็ก ๆ ของจิตใจ จนกลายเป็นคำพูดและการกระทำ ขั้นแรกให้แก้ไขพฤติกรรมหยาบ แล้วพิจารณาเงื่อนไขอันละเอียดอ่อนที่ยังอยู่ข้างใต้ ในพื้นที่ที่เปิดโล่ง จงปลูกเมล็ดพันธุ์แห่งวาจาเมตตาและการกระทำที่ถูกต้อง