ให้ความปรารถนาในพรของคุณเติบโตเป็นปัญญา
ไม่จำเป็นต้องดุตัวเองที่ขอพร เมื่อชีวิตยากลำบากความปรารถนาความสงบสุขและความช่วยเหลือก็เกิดขึ้นในทุกคน สิ่งสำคัญคือเราไม่รอใครมาเติมเต็มความปรารถนาของเรา แต่หันไปในทิศทางที่เป็นประโยชน์ต่อทั้งตัวเราเองและเพื่อนบ้าน ความปรารถนาสามารถเป็นประตูสู่การปฏิบัติได้ แต่การเดินผ่านประตูนั้นขึ้นอยู่กับการเลือกและการกระทำของเรา
ในศาสนาพุทธ พรไม่ได้เป็นเพียงโชคลาภที่มาหาเราจากภายนอกเท่านั้น การให้ การดำเนินชีวิตอย่างมีจริยธรรม การเห็นอกเห็นใจ และการกระทำด้วยความซื่อสัตย์และไมตรีจิต เป็นหนทางในการบ่มเพาะเหตุแห่งกุศล การอธิษฐานและการให้ไม่ใช่ธุรกรรมเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ สิ่งเหล่านี้เป็นวิธีปลูกเหตุแห่งกุศลในชีวิตของเราในขณะนี้
การให้ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการเสนอเงินหรือทรัพย์สินเท่านั้น การแบ่งปันเวลา พื้นที่ ความสนใจ และความพยายามก็ถือเป็นความมีน้ำใจเช่นกัน ความประพฤติตามหลักจริยธรรมไม่ใช่กฎเกณฑ์ที่ผูกมัดเราไว้ด้วยความกลัว เป็นงานลดการกระทำที่เป็นอันตรายต่อตนเองและผู้อื่นและสร้างรากฐานให้กับชีวิตที่ไว้วางใจได้ ความเห็นอกเห็นใจไม่ได้หันเหจากความทุกข์ทรมานของบุคคลอื่น ในขณะเดียวกันก็กำหนดขอบเขตที่ชาญฉลาดเกี่ยวกับพฤติกรรมที่เป็นอันตรายด้วย
ในตอนแรกเราอาจกระทำสิ่งที่ดีเพราะเราหวังว่าจะได้รับพร แต่เมื่อการปฏิบัติของเราลึกซึ้งขึ้น เราก็เข้าใจว่าพรไม่ใช่รางวัลที่มอบให้ตามดุลยพินิจของใครบางคน เกิดจากเหตุและปัจจัยที่เราสร้างซ้ำแล้วซ้ำเล่า นี่ไม่ได้หมายถึงการกล่าวโทษบุคคลในทุกผลลัพธ์ หมายถึงการพิจารณาคำพูด การกระทำ และสภาวะจิตที่เราเปลี่ยนแปลงได้ ท่ามกลางเหตุปัจจัยนับไม่ถ้วนที่กำลังทำงานอยู่
ความอยู่ดีมีสุขทางวัตถุ สุขภาพ และความสงบสุขเป็นเงื่อนไขอันล้ำค่าที่ค้ำจุนชีวิต พุทธศาสนาไม่ได้ละเลยความสุขธรรมดาๆ เช่นนั้น อย่างไรก็ตาม พระพุทธศาสนาสอนว่าการได้รับมากขึ้นไม่สามารถขจัดความกังวลทั้งหมดที่เกิดจากความโลภ ความโกรธ และความไม่รู้ได้ แม้ว่าทรัพย์สมบัติของเราจะเพิ่มขึ้น จิตใจก็ไม่สงบถ้าความกลัวการสูญเสียทำให้เรายึดติดอยู่
การปฏิบัติจึงก้าวไปอีกขั้นหนึ่ง จากความเป็นอยู่ที่ดีทางวัตถุไปสู่ความเป็นอยู่ที่ดีภายใน ความพอใจที่รับรู้ถึงสิ่งที่เป็นอยู่ ความมั่นคงที่กลับมาหลังจากที่เราหวั่นไหว และความมีน้ำใจที่แบ่งปันความสุขกับผู้อื่นเป็นพรของจิตใจ เมื่อจิตใจสงบมากขึ้น เราจะก้าวไปไกลกว่าการมองเห็นเฉพาะผลลัพธ์ที่เราปรารถนา และรับรู้ได้ชัดเจนมากขึ้นว่าเหตุนำไปสู่ผลลัพธ์อย่างไร
สติปัญญานั้นเป็นพร ไม่ใช่เคล็ดลับในการได้รับมากขึ้น เป็นความสามารถที่จะแยกแยะได้ว่าอะไรควรยึดถือและอะไรจะปล่อย เห็นความโลภเกิดขึ้นโดยไม่ชักจูงทันที เห็นความโกรธเกิดขึ้นโดยไม่เพิ่มอันตราย และถอยห่างจากความโง่เขลาที่ถือเอาทัศนะของเราเองเป็นความจริงทั้งหมด เมื่อปัญญานี้สว่างขึ้น ความโลภ ความโกรธ และความไม่รู้ก็ค่อยๆอ่อนลง
ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนความสงบแห่งการปลดปล่อยให้กลายเป็นสมบัติพิเศษที่ต้องได้มาทั้งหมดในคราวเดียว การบ่มเพาะเหตุแห่งกุศลเป็นจุดเริ่มต้น การปลูกฝังจิตใจเป็นกระบวนการ และชี้ทางปัญญาให้กระจ่างไปสู่ความสมบูรณ์แห่งเส้นทาง เมื่อเราสร้างเหตุแห่งกุศลหนึ่งประการในวันนี้และสังเกตจิตใจที่ยึดติดกับผลนั้นด้วย เราก็จะก้าวไปสู่อิสรภาพที่ยิ่งใหญ่ยิ่งขึ้นไปอีกขั้นหนึ่ง
พรที่ยิ่งใหญ่ที่สุดไม่สามารถวัดได้เพียงว่าเรามีมากเพียงใด ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ที่สุดไม่ใช่แค่ได้รับทุกสิ่งที่เราต้องการเท่านั้น การเปลี่ยนจากการขอพรมาสู่ชีวิตที่ก่อกุศล จากชีวิตเช่นนั้น สู่การปลูกฝังจิตใจ และจากการปลูกฝังจิตใจไปสู่ปัญญาและอิสรภาพ คือวิธีที่เราเดินตามเส้นทางของพระพุทธเจ้าในชีวิตประจำวัน
ความปรารถนาในพรสามารถเป็นประตูสู่การปฏิบัติได้ พรไม่ใช่เพียงโชคดีที่เรารอคอย แต่เกิดจากชีวิตที่หล่อหลอมด้วยการให้ ศีลธรรม ความเมตตา และการกระทำที่เป็นกุศล จงเปลี่ยนความปรารถนาให้เป็นเหตุแห่งกุศล ฝึกฝนจิตใจ และก้าวไปสู่ปัญญาและอิสรภาพ