คำพูดชี้ทาง แต่การตื่นต้องมองเห็นโดยตรง
เป็นเช้าที่เต็มไปด้วยแสงแดด เราเห็นดวงอาทิตย์ด้วยตา สัมผัสได้ถึงความอบอุ่น และรู้ว่าดวงอาทิตย์ขึ้นแล้ว
แต่สำหรับคนที่มองไม่เห็นพระอาทิตย์โดยตรงก็ต้องให้อีกคนอธิบายว่ามันขึ้นแล้ว เราสามารถพูดได้ว่าดวงอาทิตย์นั้นสดใส อบอุ่น และส่องสว่างโลก แต่ไม่ว่าจะอธิบายให้ละเอียดสักเพียงใด นั่นก็ไม่เหมือนกับการเห็นดวงอาทิตย์ด้วยตนเอง
คำสอนของพระพุทธเจ้าก็เป็นเช่นนี้ พระสูตรและการพูดธรรมเป็นหนทางอันล้ำค่าที่ชี้ทางและช่วยให้เราก้าวไปสู่ความจริง แต่คำพูดและการเขียนยังไม่ตื่นตัว คำพูดเป็นเหมือนนิ้วชี้ไปสู่ความจริง และการตื่นขึ้นก็เหมือนดวงจันทร์ที่นิ้วชี้ไปทาง
ตามธรรมเนียมแล้ว ผู้คนยังกล่าวว่าแม้พระพุทธเจ้าจะตรัสธรรมะนับไม่ถ้วน แต่สุดท้ายก็ไม่ได้ตรัสแม้แต่คำเดียว นี่ไม่ได้หมายความว่าไม่มีคำสอน หมายความว่าสถานที่แห่งความจริงไม่สามารถเข้าใจได้ครบถ้วนด้วยคำพูด ธรรมะชี้ด้วยคำพูดถึงสิ่งที่พูดไม่ได้ และด้วยคำพูดเหล่านั้น เราก็ต้องมองเห็นสถานที่เหนือคำบรรยายในที่สุด
รสชาติอาหารก็เหมือนกัน ถึงมีคนอธิบายว่า “มันหวาน หอม นุ่ม” แค่ไหน เราก็ไม่อาจรู้รสชาติได้ทั้งหมดเว้นแต่เราจะรับประทานเอง ในทำนองเดียวกัน ธรรมะไม่ควรหยุดอยู่แค่การฟังและความเข้าใจ เราต้องส่องมันโดยตรงสู่จิตใจและชีวิตของเราเองและสัมผัสมันที่นั่น
ดังนั้นการศึกษาไม่ได้จบลงด้วยการรู้คำศัพท์มากมาย เราอาจอ่านพระสูตรและฟังพระธรรมเทศนา แต่เราไม่ควรอยู่แต่เพียงถ้อยคำเท่านั้น เราจำเป็นต้องเห็นความหมายเกินกว่าคำอธิบายและย้ายจากความรู้ไปสู่ประสบการณ์ตรง
วันนี้ขอให้เราฟังคำพูดดีๆ ไม่หยุดเพียงคำพูด มองตรงไปยังที่ที่จิตใจชี้ไป และเปลี่ยนจากความรู้ไปสู่การมองเห็น
การรู้ดวงอาทิตย์ด้วยคำอธิบายเท่านั้นแตกต่างจากการเห็นโดยตรง รสชาติของอาหารอธิบายได้ แต่เรารู้ได้จากการรับประทานเท่านั้น คำสอนของพระพุทธเจ้าไม่ควรคงอยู่แต่เพียงคำพูดและการเขียนเท่านั้น เราต้องเห็นความจริงที่ถ้อยคำเหล่านั้นชี้ให้เห็นในจิตใจและชีวิตของเราเอง วันนี้ขอให้เราไม่หยุดที่การได้ยินและการรู้ แต่จงมองตรงและสัมผัสด้วยตนเอง